เคล็ดลับทำบุญทำทาน ให้หลุดพ้นจากความยากจน

PURIFILM สร้างแรงบันดาลใจ ให้คติธรรม นำพลังสร้างชีวิต



สวัสดีครับคุณผู้ชมคุณผู้ฟังทุกท่าน ที่ติดตามรับชมภูริฟิล์ม คลิบนี้นะครับ ผมจะมาพูดคุยในเรื่องของ เคล็ดลับการทำบุญให้ทาน เพื่อให้ชีวิตหลุดพ้นจากความยากจน ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งในเรื่องนี้ ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า หากใครอยากจะมีทรัพย์สมบัติ ที่ให้ถึงพร้อมสมบูรณ์นั้น จะต้องรู้จักทำบุญทำทาน ดังคำกล่าวส่วนหนึ่ง ของกฎแห่งกรรม ที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้ ให้กับสุภมาณพ ในพระไตรปิฎก ซึ่งสุภมานพถามพระพุทธองค์ว่า "ทำไมคนบางคน จึงเกิดมายากจน และคนบางคน จึงเกิดมาร่ำรวย" พระพุทธเจ้า ก็ได้ทรงตรัสตอบว่า "คนบางคนที่เกิดมายากจน ก็เพราะชาติปางก่อน เขาเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ไม่รู้จักบริจาคทาน จึงเกิดมายากจน ส่วนคนที่เกิดมาร่ำรวย และได้พ่อแม่ร่ำรวย เกิดมาในสกุลที่ร่ำรวย ก็เพราะว่า ชาติก่อนนั้น เขาเป็นคนที่บริจาคทาน ยินดีในการบริจาค และไม่ตระหนี่ถี่เหนียว” แหละนี่คือสาเหตุ แห่งการทำบุญ ด้วยคำว่าทาน



ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า ทาน ก็หมายถึง การให้ความบริสุทธิ์ใจ โดยเราไม่หวังผลตอบแทน และการทำทานนี้ ก็มีหลายๆ คน ที่มักจะสับสน กับคำว่า การทำบุญ เพราะบางที เวลาที่เรา ไปถวายของแก่พระภิกษุ เราก็มักจะพูดกันว่า ไปทำบุญ แต่เวลาเจอคนที่ยากจน หรือลำบากกว่าเรา เมื่อเราให้ทรัพย์สินกับเขา เพื่อช่วยเหลือ เราก็จะเรียกว่า การทำทาน หรือการให้ทาน ซึ่งแต่จริงๆ แล้วท่านว่า การให้นั้น ไม่ว่าเราจะให้กับใครก็ตาม ก็เรียกว่าเป็นทานทั้งสิ้น และการทำทานนี้ ก็มีหลากหลายวิธี ซึ่งมีอยู่ในบุญกิริยาวัตถุ 10 และเมื่อรวมเป็นหมวดใหญ่แล้ว วิธีการสร้างบุญ ก็มีอยู่ 3 หมวดด้วยกัน นั่นก็คือ ทาน ศีล และภาวนา ครับ

คำว่าทาน ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า เราสามารถแบ่งได้ตามวัตถุ ที่เราจะให้ นั่นก็ คือ

1. อามิสทาน
ซึ่งอามิสทาน ก็คือ การให้วัตถุสิ่งของต่างๆ เพื่อเป็นทาน อย่างเช่น การถวาย หรือให้ข้าวของเครื่องใช้ การสร้างศาสนสถาน และรวมไปถึง การให้แรงช่วยเหลือ ขวนขวายในงาน ที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่น ซึ่งก็นับว่าเป็นทานทั้งสิ้น และการให้อามิสทานนี้ท่านว่า ก็ยังแบ่งไปตามคุณภาพของสิ่ง ที่เราจะนำไปทำทานด้วย ซึ่งก็แบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือ
1. ทาสทาน
คือ การให้ของ ที่ด้อยกว่าที่เราใช้ ท่านว่าการให้แบบนี้ เราจะได้บุญน้อยที่สุด
2. สหายทาน
คือการให้ของ ที่เสมอกับที่เราใช้ ท่านว่าการให้แบบนี้ เราจะได้บุญมากขึ้น
3. สามีทาน
คือ การให้ของ ที่ดีกว่าที่เราใช้ ท่านว่าการให้แบบนี้ จะทำให้เราได้บุญมากที่สุด

หลายๆ ท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วทำไม การให้ทาสทานนี้ จึงได้บุญน้อยกว่า สหายทาน และสามีทาน ซึ่งครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า เหตุก็เพราะ สิ่งของที่ยิ่งมีค่าน้อยตามสามัญสำนึก และจิตของเราโดยธรรมชาติแล้ว จะมีความเสียดายน้อยกว่า สิ่งที่มีค่า หรือของดีมากกว่า และคนที่สามารถ จะสละสิ่งของที่มีค่า ของที่ดีกว่าตัวเองใช้ ไปให้คนอื่นนั่น แสดงว่าเขา สามารถละความโลภ และความหวงแหน ในทรัพย์สมบัติได้มากกว่า ซึ่งการจะสละสิ่งของ ที่มีค่า ดีกว่าที่ตนเองมี ให้กับคนอื่นนั้น มันเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะเป็นการชำระจิตใจ ให้ความตระหนี่ถี่เหนียวออกจากตัว ได้มากกว่านั่นเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับว่า สิ่งของเหล่านั้น จะมีค่า หรือมีราคามาก ตามที่มนุษย์ปุถุชนอย่างเรา ต่างสมมติกันขึ้นมา หรือไม่ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้น เป็นของกลางๆ เป็นของประจำโลกที่มีอยู่แล้ว ซึ่งต่างก็เกิดขึ้นมา ตั้งอยู่ และก็เสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา แล้วนอกจากนี้ท่านว่า การให้ทาน จะได้บุญมาก หรือได้บุญน้อย ก็ยังขึ้นอยู่กับเจตนา ของผู้ที่ให้ทานนั้น อีกด้วย โดยถ้าเรา ให้ทานแบบเฉพาะเจาะจง แก่บุคคลใด บุคคลหนึ่งนั้น เรียกกันว่า “ปาฏิปุคคลิกทาน” ซึ่ง ปาฏิปุคคลิกทานนี้ ก็คือ การตั้งใจเพื่อที่จะสร้างความสุข ให้กับบุคคลใด เพียงบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ถ้าเป็นทาน ที่ให้โดยไม่เจาะจง เราหวังให้ทานนั้น เกิดขึ้นเป็นของกลาง เป็นของส่วนรวม แบบนี้เรียกว่า “สังฆทาน” ซึ่งเป็นประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม และก็ย่อมจะเกิดผลบุญได้มากกว่า

2. ธรรมทาน
คำว่า ธรรมทานนี้ ก็คือ การให้ความรู้ การยกบุญให้ การอนุโมทนาบุญ การให้ธรรมะ ที่เป็นวิทยาทานแก่คนอื่น หรือการให้อภัย เป็นต้น ซึ่งการให้ธรรมทานนี้ท่านว่า ก็เปรียบเสมือน การให้ประทีปส่องทางสว่าง ให้ชีวิต ได้ดำเนินต่อไป ในทางที่ถูกต้อง และดีงาม จึงเป็นทาน ที่มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก ส่วนการเพิ่มพลังบุญให้กับตัวเอง เพื่อให้ชีวิตมีความสุข มีความเจริญรุ่งเรือง แม้ว่าเรา อาจจะไม่ค่อยมีเงินมีทองก็ตาม เราก็สามารถที่จะทำได้ อย่างเช่น การร่วมสร้างพระพุทธ วัด โรงเรียน โรงพยายาบาล หรือสร้างศาสนสถานต่างๆ ซึ่งการทำบุญนี้ เราไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินมาก ทำตามกำลังที่เรามีก็พอ ท่านว่า การทำบุญทุกอย่าง ไม่ว่าจะบุญเล็ก หรือบุญใหญ่ ก็ให้ทำตามแต่กำลังของเรา ที่เราสามารถจะทำได้ และต้องไม่เดือดร้อนตัวเอง แม้แต่เงินสลึงเดียว ก็สามารถจะสร้างมหากุศลได้ ขอให้เพียงเงินเหล่านั้นบริสุทธิ์ เราไม่ได้ไปเบียดเบียนของใครมาก็พอ และที่สำคัญเจตนา ตอนทำนั้นต้องบริสุทธิ์ มีความยินดีในบุญที่เราทำ ทำแล้วเกิดความสุข และความอิ่มเอมใจ ท่านว่า นั่นแหละคือมหากุศลทั้งสิ้น

ส่วนท่านใด ที่ไม่มีเงินจริงๆ ท่านว่า เราก็ยังสร้างมหากุศลได้ นั่นก็คือ การใช้แรงกายแรงใจ ในการช่วยก่อสร้าง หรือแม้แต่การไปชักชวน ป่าวประกาศ ให้คนมาร่วมสร้างบุญ และขออนุโมทนาบุญ กับคนเหล่านั้นด้วยทุกครั้ง เราก็จะได้บุญเช่นเดียวกัน ซึ่งอยู่ที่เจตนา และความตั้งใจเป็นที่ตั้ง และการทำบุญอะไรก็ตาม ท่านว่า เมื่อเราได้ทำบุญไปแล้ว เราก็จะได้รับผลบุญในทันที นั่นก็คือ ความสุขใจ ความสบายใจ ความภูมิใจ หรือความอิ่มเอิบใจ ซึ่งใครที่เคยทำบุญมาแล้ว ก็จะรู้ด้วยตัวเองได้อย่างแจ่มแจ้ง และเมื่อเราได้ทำบุญ ผลของการทำบุญนั้นท่านว่า ก็จะให้อานิสงส์ที่ไม่เหมือนกัน อย่างเช่น บุญบางอย่าง ก็อาจจะให้ผลโดยตรง แต่บุญบางอย่าง ก็อาจจะให้ผลโดยทางอ้อม และผลบุญที่เราได้ทำไปนั้น ก็จะรอให้ผลอยู่ตลอดเวลา แก่คนที่ได้ทำบุญเอาไว้ ตราบเท่าที่ยังมีผลบุญอยู่ ส่วนใคร ที่ไม่ได้ทำบุญเอาไว้เลย ถ้าไม่ประมาทในชีวิต ถึงแม้จะไม่มีอะไรทำบุญกับเขาเลย เพียงแค่เห็นคนอื่นทำบุญ เราก็ทำใจให้เลื่อมใส ยินดีในบุญนั้น เพียงเท่านนี้ ก็เป็นอันได้ทำบุญเหมือนกัน บุญชนิดนี้ ท่านเรียกว่า ปัตตานุโมทนามัย ซึ่งเป็นบุญ จากการอนุโมทนาบุญ ครับ

ขออนุโมทนาบุญ และกราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ทุกท่าน ที่ให้คติธรรม และข้อคิดในการดำเนินชีวิต และขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในการจัดทำคลิบนี้ และรับชมคลิบนี้ สาธุครับ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ขันธ์ 5 คืออะไร ทำไมคนเป็นโรคซึมเศร้าต้องเรียนรู้ขันธ์ 5

สิริมงคล 8 ประการ เสริมบุญบารมี ให้ชีวิตรุ่งเรืองตลอดไป

มงคลชีวิต 4 ประการ หนทางสู่ความสำเร็จ

วิธีอ่านใจคน ศาสตร์เรียนรู้จุดอ่อน ด้วยจริต 6 ประการ

ฆราวาสธรรม 4 ประการ ธรรมะที่นำพาชีวิตให้ร่ำรวย