กฎแห่งกรรม มีจริงหรือไม่?

PURIFILM สร้างแรงบันดาลใจ ให้คติธรรม นำพลังสร้างชีวิต



สวัสดีครับคุณผู้ชมคุณผู้ฟังทุกท่าน ที่ติดตามรับชมภูริฟิล์ม คลิบนี้ผมจะมาพูดคุยในเรื่องของ กฎแห่งกรรม ที่หลายๆ คนสงสัย ว่ามีจริงหรือไม่? ซึ่งในเรื่องนี้ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า เรื่องของกฎแห่งกรรมนั้น ในความเป็นจริงแล้ว กรรม ก็คือการกระทำ ซึ่งเป็นไปได้ทั้งสองทาง นั่นก็คือ ทั้งทางดี และทางชั่ว เมื่อเราทำกรรมในทางที่ดี ก็จะเรียกว่ากรรมดี แต่ถ้าเราทำกรรมไปในทางที่ชั่ว ก็จะเรียกว่ากรรมชั่ว ส่วนผลที่จะได้รับ จากการกระทำนั้น จะเรียกว่า วิบากกรรม ท่านว่า เรื่องผลของกรรมนั้น เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน เกินกว่าวิสัยของคนธรรมดาอย่างเรา จะเข้าใจ หรือรอบรู้ได้อย่างแจ่มแจ้ง ดังนั้นสิ่งที่เราจะทำได้ ก็คงเป็นเพียงการเทียบเคียง กับหลักธรรม ที่พระพุทธองค์ตรัสเอาไว้ หรือเทียบเคียง กับเรื่องราว ตามคำสอน ที่พระพุทธองค์ตรัสสอน ที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก



ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า เหตุที่บางคน ยังไม่เชื่อ ในเรื่องกฎแห่งกรรม ได้อย่างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์นั้น ก็เพราะว่า กฎแห่งกรรมนี้ ไม่มีภาพที่ปรากฏ ให้เห็นได้ชัดเจน แบบทันตาเห็น อย่างเช่น บางคนก็เชื่อว่า ชีวิตนี้เกิดครั้งเดียว และตายครั้งเดียว ไม่รู้ว่าต่อไปนั้น ต้องไปเกิดเป็นอะไร เมื่อมีชีวิตแบบไหน จึงทำทุกอย่าง ในสิ่งที่ตนเองอยากจะทำ เพื่อให้ได้ ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ อะไรที่ทำให้ตัวเองมีความสุข ก็จะคว้าเอาไว้ก่อน จะชั่วหรือดีอย่างไร ก็จะไม่สนใจทั้งสิ้น ท่านว่า ด้วยความที่เรามองไม่เห็น ประกอบกับความไม่เข้าใจ ในเรื่องของกฎแห่งกรรม และการให้ผลของกรรมนี่เอง ที่ทำให้คนบางคนนั้น ไม่เชื่อเรื่องกรรม และไม่กลัวการทำความชั่ว ว่าการทำความชั่วนั้น จะนำพาจิตไปสู่สภาพที่ต่ำ หรือสยดสยอง หรือหากเป็นกรรมเบา ก็อาจจะกลับไปเกิดเป็นมนุษย์ ที่มีความทุกข์ยากลำเข็ญ แต่ถ้าหากกรรมหนักขึ้น ก็อาจจะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือถ้าหากกรรมหนักมาก ก็อาจจะไปเกิดเป็นสัตว์นรก อยู่ในอบายภูมิ เป็นต้นครับ

หลายๆ คนมักจะพูดอยู่เสมอว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป ซึ่งคนที่ชอบพูดคำเหล่านี้ท่านว่า ก็เป็นเพราะเขา นำภาพที่มองเห็น เพียงแต่ตาเปล่ามาตัดสิน ว่ากฎแห่งกรรมนั้น ไม่มีจริง หรือเป็นเรื่องที่เชื่อยาก ทำความเข้าใจยาก เพราะคนที่ทำไม่ดี ชีวิตเขายังมีความสุข ยังมีอำนาจอยู่ในสังคมนี้ มันก็เลยทำให้เขา ยากที่จะเชื่อ ว่าทำดีได้ดี หรือทำชั่วได้ชั่ว ท่านกล่าวว่าการทำความดี หรือความชั่วของคนเรานั้น เราไม่อาจจะนับกันได้ เฉพาะช่วงเวลาในปัจจุบัน ที่เรามองเห็นกันเฉพาะหน้า เพราะจำนวนการทำความดี และความชั่วของแต่ละคนนั้น ไม่ได้ทำกันมา เพียงแค่ครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น แต่มันสะสมต่อเนื่อง มาอย่างยาวนาน และมีความซับซ้อนอย่างมาก จนยากที่เราจะรู้ว่า ก่อนหน้านี้ เราเคยไปเป็นอะไรมาก่อน และไปทำอะไรมาบ้าง ซึ่งผลกรรมที่ตามมา เราจึงไม่อาจจะหา หรือรู้สาเหตุที่แท้จริง ท่านว่าคนที่มีความสุขสบาย อยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะเขาทำบุญมามาก หรือ การที่บางคน มีความทุกข์มากมาย หรือมีชีวิตยากจนขัดสน ก็เป็นเพราะ เขาทำบาปมามากเช่นกัน ครับ

ครูบาอาจารย์ท่านได้ยกตัวอย่าง ในเรื่องผลของกรรม ให้ชัดเจนขึ้น จากพระไตรปิฎก ในเรื่องของมหากาล ว่าเพราะเหตุใด จึงมีคำกล่าวที่ว่า ทำดีแล้วไม่ได้ดี ซึ่งก็มีเรื่องเล่าว่า
มีชายคนหนึ่งชื่อว่า มหากาล เขาเป็นหนุ่มนิสัยดีอย่างมาก และมีความพยายามที่จะรักษา 5ศีล ให้ได้อย่างน้อย 8 วัน ต่อหนึ่งเดือน แล้วอยู่มาวันหนึ่ง มหากาล ก็ได้ไปฟังธรรมกถาที่พระวิหาร จนรุ่งเช้าของวันใหม่ แล้วเขาก็ได้ออก ไปล้างหน้าอยู่ริมสระ และขณะนั้นเอง ก็มีโจรที่กำลังหลบหนีผ่านมาพอดี เมื่อโจรเหล่านั้นจวนตัว ก็ทิ้งทรัพย์สิน และสิ่งของต่างๆที่ขโมยมา เอาไว้ใกล้ๆ กับมหากาล แล้วก็พากันหลบหนีออกไป ขณะเดียวกัน เจ้าของทรัพย์สิน ตามมาเห็นของตัวเองอยู่ใกล้ๆ มหากาล ก็เข้าใจว่า มหากาล คงจะเป็นขโมย จึงได้จับมหากาล แล้วก็พากันทุบตีมหากาลจนตาย และก็ทิ้งศพมหากาลไว้ตรงนั้น ตอนเช้าพระภิกษุและสามเณรเดินมาที่สระ ก็พบศพของมหากาล จึงพูดกันว่า "อุบาสกผู้ฟังธรรมกถาอยู่ในวิหาร อย่างมหากาลนี้ กลับได้มรณะอันไม่สมควร” ด้วยเหตุนี้ เหล่าพระภิกษุและสามเณร จึงเข้าไปทูลถามพระพุทธองค์ ว่าเหตุเป็นเพราะอะไร พระพุทธองค์จึงได้ตรัสแสดงธรรมว่า การที่มหากาลได้รับผลกรรม ที่ตนไม่ได้ทำในชาตินี้ ก็เป็นเพราะผลกรรม ที่สืบเนื่องมาจากอดีต ซึ่งเหมาะสมแก่กรรมของมหากาล ที่เขาเคยทำไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เพราะอดีตของมหากาลนั้น มีอยู่ว่า
ครั้งหนึ่ง มีพวกโจรซุ่มอยู่ที่ปากดง ณ ชายแดนแห่งหนึ่ง พระราชาจึงทรงแต่งตั้งราชบัณฑิต เป็นตำแหน่งทางการไว้ที่ปากดง ให้ดูแลชายแดน เพื่อให้คนเดินทางข้ามไปมาปลอดภัย แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ก็มีชายหนุ่มกับภรรยา เขาทั้งสองเดินทางมา ให้ราชบัณฑิตช่วยพาข้ามดงไป แต่ราชบัณฑิตหนุ่มผู้นี้ เมื่อเห็นหญิงงาม ผู้เป็นภรรยาของชายคนนั้น ก็รู้สึกถูกตาต้องใจ และหวังจะได้มาครอบครอง จึงคิดอุบาย และอ้างกับคนทั้งสองว่า ในตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว ท่านทั้งสองพักค้างคืนก่อน รุ่งเช้าพรุ่งนี้ค่อยเดินทางเดี๋ยวจะไปส่งเอง แล้วราชบัณฑิตหนุ่ม ก็ทำท่าทีจัดอาหาร และที่พักที่นอนให้ทั้งสองคนอย่างดี จากนั้นราชบัณฑิตหนุ่ม ก็นำสิ่งของที่มีค่าของตนเอง แอบไปซุกไว้ ที่ข้างชายหนุ่มผู้เป็นสามี ในขณะที่เขากำลังนอนหลับอยู่ แล้วก็ทำการกล่าวหา ว่าชายหนุ่มเป็นขโมย และด้วยอำนาจที่ราชบัณฑิตมี เขาก็ได้สั่งให้โบยชายหนุ่มคนนี้ จนถึงแก่ความตาย แล้วหลังจากราชบัณฑิตหนุ่ม ก็ยึดเอาภรรยาของเขาไป และผลของกรรมหนัก ที่ราชบัณฑิตหนุ่มทำเอาไว้ เมื่อเขาตายไปแล้ว ก็ไปตกนรก อยู่ในอเวจีนานเท่านาน และด้วยเศษกรรมที่เหลืออยู่ เมื่อเขาก็ได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง เขาจึงต้องถูกใส่ความ และก็จะถูกทำร้าย จนถึงแก่ความตายอีก 100 ครั้ง และมหากาล คนนี้นี่เอง ที่อดีตราชบัณฑิตหนุ่มคนนั้น ที่ได้สร้างกรรมหนักเอาไว้ ซึ่งการที่พระพุทธเจ้า ท่านทรงตรัสอธิบายอย่างนี้ ก็เพราะว่า เรื่องของกรรมนั้น มันมีระยะเวลา แห่งการให้ผล ถ้าจะเปรียบเทียบ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก็เหมือนกับ การปลูกต้นไม้ โดยที่ต้นไม้บางชนิด มันก็อาจจะให้ผลผลิตที่มาก แต่บางชนิด มันก็อาจจะให้ผลผลิตเล็กน้อย และบางชนิด ก็ให้ผลให้ดอกอย่างรวดเร็ว บางชนิด ก็อาจจะให้ผลช้า และบางชนิดก็ให้ดอกให้ผลอยู่เรื่อยๆ แต่บางชนิดเอง ก็ให้ผลแบบนานๆ ครั้งก็มี และจากเรื่องราวในพระไตรปิฎก ก็แสดงให้เราเห็นว่า ผลแห่งกรรมนั้น ก็จะตามติดเรา ไปทุกหนทุกแห่ง ไม่เราจะไปอยู่ที่ไหน ก็จะหนี้ไม่พ้น ผลของกรรมชั่วที่เราทำไว้ ก็จะตามเราไปทุกที่ครับ

ท่านว่า เรื่องของกรรมนั้น เป็นของกลางๆ คือ เป็นไปได้ทั้งกรรมดี และกรรมไม่ดี ดังนั้นเรื่องของกรรมดี ก็เช่นเดียวกัน แม้ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหน หรือในเวลาใด หากเราเคยทำกรรมดีไว้แล้ว เราก็ไม่อาจจะหลีกเลี่ยง ผลกรรมแห่งความดีเหล่านั้นได้ ดังตัวอย่าง ของคนที่ได้รับผลกรรม แห่งการกระทำความดีของตนเอง นั้นก็คือ เรื่องของสามเณรสุข

ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า สามเณรสุขนั้น เป็นคนที่มีชีวิตอยู่ ในสมัยพุทธกาล ท่านเกิดมาในตระกูลผู้มั่งคั่งพอสมควร คือ เป็นตระกูลอุปัฏฐากพระสารีบุตร ในเมืองสาวัตถี
ซึ่งในตอนที่มารดาของท่านตั้งครรภ์นั้น ก็จะมีอาการแพ้ท้อง อยากกินอาหาร ที่เป็นเดนของพระภิกษุ นางจึงนิมนต์พระสารีบุตร และพระสงฆ์จำนวนมาก มาฉันอาหารที่บ้าน ส่วนตัวนาง ก็จะไปนั่งต่อท้ายสุดของพระสงฆ์ คอยรับอาหาร ที่เป็นเดนของพระสงฆ์ มารับประทาน ตลอดเวลาที่มารดาตั้งครรภ์สามเณรสุข คนในครอบครัวนั้น ก็ไม่มีใคร ได้รับความทุกข์เลย มีแต่ได้รับความสุข ความสบายกันถ้วนหน้า ทุกคนมีความสุขทั้งกายและใจ อยากจะกินอะไรก็ได้กิน อยากไปเที่ยว ก็ได้ไปเที่ยว อยากจะทำอะไร ก็ได้ทำ และไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม มีแต่ความสะดวกสบาย ไม่เคยมีเรื่องติดขัด และพอคลอดบุตรออกมาแล้ว เด็กคนนี้ จึงได้ชื่อว่าสุข และพอเด็กชายสุขอายุได้ 7 ขวบ ก็อยากจะบวชกับพระสารีบุตร ซึ่งผู้เป็นแม่ก็ไม่ขัดใจ และจัดแจงให้บวช พอบวชแล้ว ก็ให้มีการถวายภัตตาหารที่วัด เป็นเวลาถึง 7 วัน เสร็จแล้วพ่อแม่ และเหล่าญาติทั้งหลาย ก็พากันกลับบ้าน พอในวันที่ 8 สามเณรสุข ก็ออกไปบิณฑบาตกับพระสารีบุตร และได้พบเห็นสิ่งต่างๆ รอบข้าง ซึ่งในสมัยนั้น ท่านก็จะเห็นชาวนา กำลังไขน้ำเข้านา หรือเห็นช่างศร กำลังดัดลูกศร เพื่อทำธนู และคันศร เห็นช่างไม้กำลังถากไม้ เป็นต้น สามเณรสุข จึงคิดได้ว่า ขนาดสิ่งที่ไม่มีชีวิต ยังสามารถดัดแปลงได้ แล้วคนเราที่มีจิตใจ ก็ควรจะฝึกฝน บังคับจิตใจได้เหมือนกัน พอสามเณรสุข คิดได้ดังนั้น จึงขอเดินกลับ โดยไม่ไปบิณฑบาตกับพระสารีบุตร แล้วก็ไปนั่งบำเพ็ญเพียรกรรมฐานที่วัด สามเณรสุขนั่งภาวนา จนจวนจะบรรลุธรรม พระสารีบุตร ก็กลับเข้าวัดมาพอดี แต่พระพุทธองค์ ก็ทรงไปขวางไว้ก่อน เพราะสามเณรสุข กำลังจะบรรลุอรหันต์ พระพุทธองค์จึงตั้งคำถาม กับพระสารีบุตร ให้ท่านตอบ 4 ข้อ เพื่อเป็นการถ่วงเวลาเอาไว้ก่อน และพอสามเณรสุขบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ถึงเวลาฉันเพลพอดี และพอสามเณรสุขฉันเสร็จ เงาของพระอาทิตย์ ก็คล้อยบ่ายอย่างรวดเร็ว จนพระภิกษุทั้งหลาย โจษขานกันว่า เมื่อสักครู่นี้ ก็ยังเป็นเวลาสาย แต่พอสามเณรสุขฉันเสร็จ ทำไมกลายเป็นบ่ายในทันที ซึ่งสร้างความแปลกใจอย่างมาก ให้กับเหล่าพระภิกษุทั้งหลาย พระพุทธองค์จึงตรัสให้ฟังว่า “ผู้ที่ได้สร้างกรรมดี มีบุญบารมีมาก เวลาที่บำเพ็ญธรรม ก็มักจะเป็นเช่นนี้ ” แล้วท่านก็อธิบายถึงเหตุผล เรื่องราวของสามเณรสุข ว่าเป็นเพราะเหตุใด สามเณรสุข จึงได้มีบุญท่วมท้นขนาดนี้ และก็มีความสุข ทั้งในเพศฆราวาส และในสมณเพศ

พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า การที่สามเณรสุข เกิดมาสบาย และมีความสุขอย่างมาก อยากได้อะไร ก็ได้มาโดยง่าย เหตุก็เพราะสามเณรสุขนั้น ได้ทำบุญมาดีแล้ว ตั้งแต่ชาติก่อน คือ ในอดีตชาติของสามเณรสุข ซึ่งนานมาแล้ว ก็มีลูกชายเศรษฐีคนหนึ่ง ได้รับมรดกจากพ่อของตนเอง เป็นจำนวนเงินมากมายมหาศาล แกจึงได้ใช้ทรัพย์สมบัตินั้น อย่างฟุ่มเฟือย แล้วอยู่มาวันหนึ่ง แกก็สั่งให้เตรียมอาหารอย่างดี และมีราคาแพงมาก พร้อมกับให้ตกแต่งสถานที่ ในการบริโภคอย่างหรูหรา แล้วก็ทำการประกาศไปทั่วเมืองว่า ตัวแกจะนั่งรับประทานอาหาร ที่รสเลิศ และหรูหราที่สุดในวันนี้ ขอให้ประชาชนทั้งหลายได้มาชม ได้มาเห็นเป็นขวัญตา หลังจากนั้น ประชาชนก็พากันมามากมาย เพราะไม่เคยเห็นของกิน ของดี มากมายขนาดนี้มาก่อน และในขณะนั้นเอง ก็มีชายหนุ่มบ้านนอกคนหนึ่ง เขาได้มาเที่ยวที่เมืองนี้กับเพื่อน และพอทราบเรื่องว่า จะมีการโชว์ การกินของดีของแพง เขาก็อยากจะไปดูบ้าง และพอได้ไปดูแล้ว เขาก็เกิดความอยากกินอาหารเหล่านั้น จึงได้ไปขอร้องลูกชายเศรษฐีว่า ขอแบ่งของกินของดีเหล่านี้ ให้เขาสักหน่อยเถิด เพราะถ้าเขาไม่ได้กินของดีแบบนี้ เขาจะต้องตายแน่ๆ เมื่อพูดจบแล้ว เขาก็แสดงอาการทรมาน เหมือนจะตายให้ได้ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือเข้าไปอีก พอลูกชายเศรษฐีเห็นเข้า ก็กลัวว่าเขาจะตายจริงๆ ก็เลยตั้งเงื่อนไขว่า ของดีของแพงอย่างนี้ คงจะให้กินฟรีไม่ได้ เขาจะต้องทำงานรับใช้ก่อน 3 ปี ลูกชายเศรษฐี จึงจะยอมให้อาหาร ของดีของแพงแบบนี้หนึ่งถาด ว่าแล้วชายหนุ่มบ้านนอก ก็ยินยอมตกปากรับคำลูกชายเศรษฐี และเขาก็ต้องไปทำงานรับใช้ ลูกชายเศรษฐี เป็นเวลาถึง 3 ปี เพื่อแลกกับอาหารดีๆ เพียงหนึ่งถาด เวลาผ่านไปพอครบ 3 ปี ลูกชายเศรษฐี แกเห็นความตั้งใจจริง ของหนุ่มบ้านนอกคนนี้ ก็เลยจัดงานให้เขา เหมือนกับที่ตนเอง เคยจัดมาแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน ท่ามกลางความสนใจของประชาชน ที่มาชมเป็นจำนวนมากกว่าเดิมอีก แต่ก่อนที่ชายหนุ่มบ้านนอกคนนี้ จะลงมือรับประทานอาหาร ของดีของแพงที่ลูกชายเศรษฐีจัดมาให้

ทันใดนั้น ก็มีพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่ง เดินผ่านมาพอดี ชายหนุ่มบ้านนอกคนนี้ พอเหลือบเห็นพระ ก็คิดได้ว่า การที่ตัวเรานั้น เกิดมายากจนเช่นนี้ และถึงกับต้องไปรับจ้าง ลูกชายเศรษฐีนานถึง 3 ปี เพื่อหวังจะได้กินอาหารดีๆ แพงๆ เพียงถาดเดียว แล้วเมื่อกินอิ่ม ก็คงอิ่มแค่เพียงมื้อเดียว กระนั้น เราควรจะนำอาหารนี้ ไปถวายพระจะดีกว่า เพราะถ้าหากผลบุญมีจริง ก็น่าจะทำให้เรา มีกินมีใช้สุขสบายในชาติหน้า เมื่อชายหนุ่มบ้านนอกคิดได้ดังนั้น เขาจึงนำอาหาร ไปถวายพระปัจเจกพุทธเจ้า และคงจะเป็นกรรมบันดาล เพราะพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปนั้น ท่านกำลังออกจากฌานสมาบัติ คือ ท่านนั่งบำเพ็ญภาวนาทางจิต เป็นเวลานาน ติดต่อกันหลายวัน โดยไม่ได้รับสิ่งบริโภคใดๆ เลย จึงทำให้ทานที่ชายหนุ่มบ้านนอกคนนี้ ถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า มีอานิสงส์เป็นอย่างมาก ส่วนทางด้านลูกชายเศรษฐีเจ้าของอาหาร ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า ชายหนุ่มบ้านนอกคนนี้ จะรับประทานอาหาร ที่ตนจัดให้ แบบไหน จะกินอย่างเอร็ดอร่อย หรือจะกินมูมมามแบบชูชก หรือไม่ จึงได้ส่งให้คนรับใช้มาแอบดู และพอทราบข่าวว่า ชายหนุ่มบ้านนอกคนนี้ นำอาหารของดีของแพงถาดนั้น ไปถวายพระเสียแล้ว จึงได้เรียกให้ชายหนุ่มไปหาที่บ้าน พร้อมกับชมเชย กับการกระทำของเขา และก็ได้มอบทรัพย์ให้จำนวนหนึ่ง แล้วลูกชายเศรษฐี ก็ขออนุโมทนาบุญ ในสิ่งที่เขากระทำด้วย และการที่คนคนหนึ่ง ต้องลงทุนทำงาน 3 ปี เพื่อที่จะแลกอาหารถาดเดียวนั้น ก็ย่อมจะเป็นข่าวใหญ่โต จนไปถึงพระราชา และเมื่อพระราชาทรงทราบเรื่อง ก็ทรงเลื่อมใส ในการกระทำของชายหนุ่มบ้านนอกคนนี้ พระราชาจึงขอแบ่งส่วนบุญจากเขา แล้วก็พระราชทานทรัพย์สมบัติ ให้กับเขาเป็นจำนวนมาก และสถาปนาให้ชายหนุ่มบ้านนอกคนนี้ กลายเป็นเศรษฐีประจำเมือง ซึ่งนามว่า “ภัตตภติกะเศรษฐี” ซึ่งแปลว่า เศรษฐีผู้รับจ้างเพื่ออาหาร และอดีตของ ภัตตภติกะเศรษฐีผู้นี้ ก็ได้กลับมาเกิด เป็นสามเณรสุข ในสมัยพุทธกาลนั่นเอง ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นกรรมในด้านดี หรือกรรมในด้านไม่ดีก็ตาม แสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อเราทำกรรมอะไรลงไปแล้ว ก็จะไม่มีการสูญเปล่า ไม่ว่าทั้งกรรมดี และกรรมชั่ว เราทุกคน ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ

ขออนุโมทนาบุญ และกราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ทุกท่าน ที่ให้คติธรรม และข้อคิดในการดำเนินชีวิต และขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในการจัดทำคลิบนี้ และรับชมคลิบนี้ สาธุครับ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ขันธ์ 5 คืออะไร ทำไมคนเป็นโรคซึมเศร้าต้องเรียนรู้ขันธ์ 5

สิริมงคล 8 ประการ เสริมบุญบารมี ให้ชีวิตรุ่งเรืองตลอดไป

วิธีอ่านใจคน ศาสตร์เรียนรู้จุดอ่อน ด้วยจริต 6 ประการ

มงคลชีวิต 4 ประการ หนทางสู่ความสำเร็จ

ฆราวาสธรรม 4 ประการ ธรรมะที่นำพาชีวิตให้ร่ำรวย