รู้จักปล่อยวาง มองให้เห็นความจริงของสิ่งทั้งปวง

PURIFILM สร้างแรงบันดาลใจ ให้คติธรรม นำพลังสร้างชีวิต



สวัสดีครับคุณผู้ชมคุณผู้ฟังทุกท่าน ที่ติดตามรับชมภูริฟิล์ม คลิบนี้นะครับผมจะมาพูดคุย ในเรื่องของการรู้จักปล่อยวาง มองให้เห็นความจริงของสิ่งทั้งปวง ซึ่งในเรื่องนี้ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า มนุษย์เราทั้งหลายเกิดขึ้นเบื้องต้น ท่ามกลางแล้ว มันก็จะแปรเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นขน เล็บ ฟัน หรือหนัง เมื่อถึงเวลามันก็จะเปลี่ยนไป มันไม่คงอยู่ในสภาพเดิม ท่านว่าคนเรานั้นเกิดมาแล้ว สุดท้ายก็จะต้องตาย แล้วคนใหม่ก็จะเกิดมาทดแทน ดังเช่น ผม ขน หรือเล็บของเรา เมื่อมันเกิดมา มันก็จะแปรเปลี่ยนไป พอมันหลุดร่วง เดี๋ยวมันก็งอกขึ้นมาใหม่ สลับเปลี่ยนกันไปอย่างนี้ไม่หยุดหย่อน เพราะความเป็นจริงมันเป็นอย่างนี้เอง ท่านว่าถ้าเราเข้าใจธรรมะ เราก็จะเห็นขันธ์ของเรา และเห็นอาการของขันธ์ห้า ว่ามันเคลื่อนไหว มันพลิกแพลง และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาไม่มีหยุด ฉะนั้นไม่ว่าเราจะยืน จะเดิน จะนั่ง หรือนอนก็ตาม ใจของเราก็จะต้องมีสติคุ้มครอง ระวังรักษาอยู่เสมอ ยิ่งถ้าเรารู้อาการภายนอก รู้อาการภายใน ว่ามันเหมือนกัน ก็เท่ากับเราได้ฟังเทศน์ ของพระพุทธเจ้าแล้ว หรือที่เรียกว่า พุทธภาวะ คือ ผู้รู้เกิดขึ้นมาแล้ว และที่เกิดขึ้นมา ก็เพราะมันรู้แล้ว รู้ทั้งอาการภายนอก รู้อาการภายใน และรู้ธรรมทั้งหลายที่เป็นมา



ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า ถ้าเราเข้าใจธรรมได้อย่างนี้ แม้จะเรานั่งอยู่ใต้ร่มไม้ ก็เหมือนกับพระพุทธเจ้า ท่านได้เสด็จมาเทศน์โปรดเรา เท่ากับเราได้ฟังเทศน์ ของพระพุทธองค์อยู่เสมอ ดังนั้นไม่ว่าเราจะยืน จะเดิน จะนั่ง หรือจะนอน เราก็จะได้ฟัง เราจะได้เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส โผฏฐัพพะธรรมารมณ์ ซึ่งเท่ากับเราได้ฟังเทศน์อยู่เสมอ เหมือนกับพระพุทธเจ้าท่านเทศน์ให้เราฟัง เพราะพระพุทธเจ้า ก็คือ ผู้รู้อยู่ในใจของเรานั่นเอง ท่านว่าถ้าเรารู้ธรรมเหล่านี้ เห็นธรรมเหล่านี้แล้ว เราก็จะพิจารณาธรรมเหล่านี้ได้ ซึ่งไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าท่านนิพพานไปแล้ว ท่านจะมาเทศน์ให้เราฟัง แต่เป็นเพราะ พุทธภาวะ คือตัวผู้รู้ คือดวงจิตของเรานี้ เกิดรู้ เกิดสว่างขึ้นมา ซึ่งตัวนี้เแหละที่จะพาเรา พิจารณาธรรมทั้งหลายทั้งปวง เพราะพระธรรม ก็คือพระพุทธเจ้านั่นเอง ท่านว่าถ้าเราตั้งพุทธะเอาไว้ในใจ คือ ความรู้สึกว่ามันมีอยู่อย่างนี้ เมื่อเราเห็นอะไร เราก็จะพิจารณา เพราะสิ่งต่างๆ มันก็ไม่แปลกไปจากเรา อย่างเช่น เราเห็นสัตว์ เห็นต้นไม้ เห็นคนทุกข์ เห็นคนจน หรือเห็นคนร่ำรวย มันก็ไม่แปลกไปจากเรา เพราะสิ่งเหล่านี้ มันตกอยู่ ในสามัญลักษณะอันเดียวกัน คือ ลักษณะอันเดียวกัน ท่านว่า ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้ เราจะอยู่ที่ไหน เราก็จะสบาย เหมือนกับมีพระพุทธเจ้า เทศน์โปรดอยู่เสมอ

การที่พระพุทธเจ้าของเรา ท่านตรัสรู้ธรรมนั้น ก็คือ รู้ธรรมชาติทั้งหลาย เหล่านี้นี่เอง ท่านรู้ธรรมชาติที่มันเป็นอยู่ เพราะถ้าเราไม่รู้จักธรรมชาติ พอเราเห็นเข้า เราก็จะกระตือรือร้น ตื่นเต้น ร่าเริง จนหลงอารมณ์ จึงทำให้เรามีความโศรกเศร้าเสียใจ เพราะหลงอารมณ์ หลงธรรมชาตินั่นเอง ท่านว่าหากเรามัวแต่หลงธรรมชาติ มันก็เท่ากับว่า เราไม่รู้จักธรรมะ พระพุทธเจ้าท่านทรงชี้ ธรรมชาติ ก็คือธรรมชาติ หรือธรรมดา ว่ามันเป็นของมันอยู่อย่างนี้ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็จะเปลี่ยนแปรไป แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นความสุข หรือความทุกข์ก็เหมือนกัน หรือแม้แต่วัตถุที่เราปั้นขึ้นมา อย่างเช่น ถ้วยหม้อต่างๆ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อถูกปั้นขึ้นมา มันก็เกิดจากเหตุจากปัจจัย คือ ความปรุงแต่งของเรา ครั้นเมื่อใช้ไปนานๆ มันก็จะเก่า และก็แตกสลายเป็นธรรมดา เพราะมันเป็นธรรมดาของมันอยู่แล้ว หรือแม้แต่ต้นไม้ ภูเขา เถาวัลย์พรรณไม้ต่างๆ ก็เหมือนกัน ตลอดจนมนุษย์ สัตว์เดียรฉานก็เช่นกัน เมื่อมีการเกิดขึ้นเป็นเบื้องต้น มันก็ย่อมเปลี่ยนแปรไป เป็นธรรมดา

ในตอนที่พระอัญญาโกณฑัญญะ ท่านได้ฟังเทศน์เป็นปฐมสาวกนั้น ท่านไม่ได้เข้าใจอะไรมากมายนัก ท่านเข้าใจว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นเบื้องต้น แล้วก็มีความแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา แล้วผลที่สุด ก็มีความดับ เป็นธรรมดาของมัน แต่เมื่อก่อนนี้ พระอัญญาโกณฑัญญะ ท่านเองก็ไม่เคยนึกคิดอย่างนี้ หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือ ท่านไม่เคยพิจารณา ให้แจ่มแจ้งเลยสักครั้ง ดังนั้น พระอัญญาโกณฑัญญะ ท่านจึงไม่ได้ปล่อยวาง คือ มีความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้าอยู่ แต่ต่อมา เมื่อท่านได้มาฟังเทศน์ ของพระพุทธเจ้า ขณะนั่งฟังก็มีพุทธะภาวะเกิดขึ้น ได้มองเห็นธรรมว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง เป็นของไม่แน่นอน มันเป็นธรรมชาติ หรือธรรมดา ฉะนั้น ท่านจึงบอกได้ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นเบื้องต้น แล้วมีความแปรเปลี่ยนไป สิ่งเหล่านี้ก็ดับไปเป็นธรรมดา ธรรมชาติอันนี้มันเป็นอยู่อย่างนี้เสมอ ซึ่งความเห็นของพระอัญญาโกณฑัญญะ ในขณะที่ฟังนั้น เป็นความรู้สึกแปลก ซึ่งเป็นความรู้สึกแปลกจากในอดีต หรือในกาลก่อนที่ได้เคยพิจารณา เพราะอันนี้รู้เท่าถึงดวงจิตจริงๆ เป็นได้ว่าพุทธะ ก็คือผู้รู้เกิดขึ้นมาในเวลานั้น พระพุทธเจ้าท่านทรงเรียกว่า พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้ดวงตาเป็นธรรมแล้ว ซึ่งอันนี้ก็แสดงว่า ธรรมะที่พระพุทธเจ้าแสดงในคราวนั้น พระอัญญาโกณฑัญญะฟังแล้ว ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม และดวงตาอันนั้นก็คือ ผู้รู้แจ้งนั่นเอง จึงเรียกว่า ดวงตาเห็นธรรม คือเห็นธรรมหรือธรรมดานั่นเอง เมื่อเห็นชัดลงไปอย่างนี้ ก็ถอนความยึดมั่นถือมั่นได้ ฉะนั้นท่านว่า การถอนอุปทานได้นี้ จึงรู้สึกว่า มันเกิดผู้รู้ขึ้นมาจริงๆ ถึงแม้เมื่อก่อน ก็รู้อยู่เหมือนกัน แต่มันถอนความยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ จึงเรียกว่าผู้รู้ธรรมอยู่ แต่ไม่เห็นธรรม หรือเห็นธรรมอยู่ แต่ไม่เป็นธรรม เพราะไม่รู้ตามสภาวะของมัน ดังนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงได้ตรัส “อัญญาสิ วต โภ โกณทัญโญ” ได้รู้แล้วหนอ รู้แล้วหนอ พระอัญญาโกณฑัญญะ ท่านได้รู้ธรรมชาติที่มันเป็นอยู่นี่เอง ครับ

ขออนุโมทนาบุญ และกราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ทุกท่าน ที่ให้คติธรรม และข้อคิดในการดำเนินชีวิต และขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในการจัดทำคลิบนี้ และรับชมคลิบนี้ สาธุครับ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ขันธ์ 5 คืออะไร ทำไมคนเป็นโรคซึมเศร้าต้องเรียนรู้ขันธ์ 5

สิริมงคล 8 ประการ เสริมบุญบารมี ให้ชีวิตรุ่งเรืองตลอดไป

มงคลชีวิต 4 ประการ หนทางสู่ความสำเร็จ

วิธีอ่านใจคน ศาสตร์เรียนรู้จุดอ่อน ด้วยจริต 6 ประการ

ฆราวาสธรรม 4 ประการ ธรรมะที่นำพาชีวิตให้ร่ำรวย