หลักความเชื่อทางพระพุทธศาสนา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความงมงาย
PURIFILM สร้างแรงบันดาลใจ ให้คติธรรม นำพลังสร้างชีวิต
สวัสดีครับคุณผู้ชมคุณผู้ฟังทุกท่าน ที่ติดตามรับชมภูริฟิล์ม คลิบนี้นะครับผมจะมาพูดคุยในเรื่องของ หลักความเชื่อ 10 ประการ ในทางพระพุทธศาสนา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความงมงาย ซึ่งในเรื่องนี้ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา เมื่อกล่าวถึงสัทธาแล้ว ก็จะต้องมีปัญญากำกับ อยู่ในหลักธรรมนั้นเสมอ ทั้งนี้ก็เพราะว่า หากมีความเชื่ออย่างเดียว โดยไม่มีปัญญา ก็จะเป็นความเชื่อที่งมงาย ปราศจากเหตุผล และการพิสูจน์ เพราะฉะนั้นความเชื่อ จึงเป็นลักษณะความรู้แบบหยาบๆ โดยไม่ผ่านการเจียระไนในทางความคิด หรือไม่ผ่านการไตร่ตรอง ด้วยโยนิโสมนสิการ คือ การพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วน ดังนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสสอน เรื่องศรัทธาไว้ที่ไหน ก็จะมีปัญญามาพร้อมด้วยเสมอ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกัน ไม่ให้ผู้เชื่อเกิดความงมงาย นั่นเอง
ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า ในเรื่องของความเชื่อ ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น พุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในหลักกาลามสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรสำคัญ ที่พระพุทธเจ้าแสดง ณ เกสปุตตนิคม (เกสะ) ซึ่งมีใจความสรุปว่า เกสปุตตะ เป็นนิคมแห่งหนึ่ง ในแคว้นโกศล ซึ่งชาวนิคมนี้ เป็นที่รู้จักกันว่า ชาวกาลามะ และเมื่อชาวกาลามะได้สดับว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมายังนิคมของตน จึงได้มาเข้าเฝ้าพระองค์ เพื่อขอคำแนะนำ และกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มายังเกสปุตตนิคม สมณพราหมณ์พวกนั้น ก็พูดประกาศแต่ เฉพาะทรรศนะของตนเท่านั้น ส่วนทรรศนะของผู้อื่น ก็ช่วยกันตำหนิ ดูหมิ่น ประณาม ทำให้ไม่น่าเชื่อ ส่วนสมณพราหมณ์พวกอื่นๆ ซึ่งมายังเกสปุตตนิคม ก็ทำในลักษณะเดียวกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ มีความเคลือบแคลงสงสัย ในสมณพราหมณ์เหล่านั้นว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ” พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า “ดูก่อนชาวกาลามะทั้งหลาย ถูกแล้วที่ท่านทั้งหลาย มีความเคลือบแคลงสงสัย ในสิ่งที่ควรเคลือบแคลงสงสัย มาเถิดท่านทั้งหลาย
1. อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะฟังตามกันมา (มา อนุสฺสเวน)
2. อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะถือสืบๆ กันมา (มา ปรมฺปราย)
3. อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะเล่าลือ (มา อิติกิราย)
4. อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะอ้างตำรา หรือคัมภีร์ (มา ปิฏกสมฺปทาเนน)
5. อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะตรรก (มา ตกฺกเหตุ) ตักกะ
6. อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะคาดคะเน (มา นยเหตุ)
7.อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะตรึกตามอาการ (มา อาการปริวิตกฺเกน)
8. อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะเข้ากันได้ กับความเห็นของตน (มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา)
9. อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะ ผู้พูดสมควรเชื่อได้ (มา ภพฺพรูปตาย)
10. อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะนับถือว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา (มา สมโณ โน ครุ)
เมื่อใด ท่านทั้งหลาย รู้ด้วยตนเองว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นอกุศล มีโทษ ผู้รู้ติเตียน ไม่เป็นประโยชน์ เมื่อนั้น ท่านทั้งหลาย ควรละสิ่งเหล่านั้นเสีย แต่ในกรณีตรงกันข้าม เมื่อใดท่านทั้งหลาย รู้ด้วยตนเองว่า สิ่งเหล่านี้เป็นกุศล ไม่มีโทษ ผู้รู้สรรเสริญ เป็นประโยชน์ เมื่อนั้นท่านทั้งหลาย ควรปฏิบัติสิ่งเหล่านั้น” ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าท่านเริ่มการสอน ไม่ใช่ยัดเยียดให้เขาเหล่านั้นเชื่อ หรือยัดเยียดให้เขานับถือ แต่เป็นการสอนให้เห็นข้อเท็จจริง และรู้ประจักษ์พิจารณา ด้วยปัญญาของตนเอง ไม่มีการชักจูงแต่อย่างใด เพียงแต่แนะแนวทาง ให้คนนำไปสู่ในการประพฤติ ในทางที่ถูกต้อง อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในอปัณณกสูตร (ม.ม.13/92/95)
ซึ่งเป็นพระสูตรที่ว่าด้วยการปฏิบัติไม่ผิด พระองค์ทรงวางแนวทาง ของการสมาทานที่ถูกต้อง และทรงชี้โทษ แห่งการสมาทานที่ผิด แก่พวกพราหมณ์ และคหบดี ที่อยู่ในหมู่บ้านสาลา ซึ่งในขณะนั้นพวกชาวบ้าน ยังงุนงงสงสัยกับเจ้าลัทธิต่างๆ ที่ต่างเสนอลัทธิของตนว่า ลัทธิของเราถูก ลัทธิของคนอื่นผิด จนทำให้ชาวบ้านเกิดความสงสัย และยังไม่สมาทาน เอาความเชื่อของลัทธิใดๆ มานับถือ พระพุทธเจ้าก็ทรงให้ชาวบ้านสาลา สมาทานอปัณณกธรรม ซึ่งสามารถจำแนกได้ดังต่อไปนี้
1. ทิฎฐิที่ไม่ควรสมาทานถือเอา ท่านว่า มี 3 อย่างคือ
1.นัตถิกทิฎฐิ คือ ผู้มีความเห็นว่าไม่มี โดยปฏิเสธเรื่อง บาป บุญ หรือทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล การเซ่นสรวงก็ไม่มีผล หรือผลวิบากแห่งกรรม ที่ทำดี ทำชั่วก็ไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี หรือมารดาไม่มีคุณ บิดาไม่มีคุณ เป็นต้น
2.อกิริยทิฎฐิ คือผู้ที่มีความเห็นว่า สัตว์ทั้งหลายที่กำลังได้รับความลำบาก หรือความสบายก็ตาม ไม่ได้อาศัยเหตุใดๆ ให้เกิดขึ้นเลย เป็นไปเองทั้งสิ้น
3.อเหตุกทิฎฐิ คือผู้ที่มีความเห็น "ปฏิเสธเหตุ" โดยไม่เชื่อว่า กรรมดี หรือกรรมชั่ว ที่สัตว์ทั้งหลายได้กระทำกันอยู่ทุกวันนี้ จะเป็นเหตุให้เกิดผลได้
2. ทิฎฐิที่ควรสมาทานถือเอา ท่านว่ามี 3 อย่าง คือ
1.อัตถิกทิฎฐิ คือ ผู้ที่มีความเห็นว่า บาป บุญ คุณ โทษมีจริง ทานที่ให้แล้วก็มีผล ยัญที่บูชาแล้วก็มีผล การเซ่นสรวงก็มีผล หรือผลวิบากแห่งกรรม ที่บุคคลทำดี หรือทำชั่วก็มีอยู่ เป็นต้น
2.กิริยทิฎฐิ คือ ผู้ที่มีความเห็นว่า สัตว์ทั้งหลายที่ได้รับความลำบากต่างๆ ย่อมอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเอง
3.เหตุกทิฎฐิ คือ สรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่กำลังเป็นไปอยู่ มีเหตุนำ เหตุหนุน เหตุเนื่องอยู่เบื้องหลัง ไม่ปฏิเสธเหตุ และเชื่อว่ากรรมดี หรือกรรมชั่ว ที่สัตว์ทั้งหลายทำกันอยู่ จะเป็นเหตุให้เกิดผลได้ ความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย มีเหตุ มีปัจจัย เป็นต้น
ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า ความเชื่อนั้น ถือว่ามีอิทธิพล ต่อการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากเราเชื่อในสิ่งที่ถูก มันก็จะเป็นปัจจัย นำให้เราประพฤติไปในทางที่ถูกต้อง แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากเราเชื่อในทางที่ผิด มันก็เป็นปัจจัย นำเราประพฤติปฏิบัติ ไปในทางที่ไม่ดีได้เช่นกัน อย่างที่กล่าวมาแล้ว เพราะถ้าหากใคร ถือเอาความเห็นของ นัตถิกทิฎฐิ อกิริยทิฎฐิ และอเหตุกทิฎฐิ พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า พวกเขาเหล่านี้ ย่อมจักเว้น กุศลธรรม 3 ประการ อันได้แก่
1.กายสุจริต
2.วจีสุจริต
3. มโนสุจริต
ท่านว่า ใครที่ถือเอาความเห็นต่างๆ เหล่านี้ เมื่อสมาทานถือเอาความเชื่อที่ผิด ก็จะเป็นมิจฉาทิฐิ คือมีความเห็นผิด อย่างสำนวนไทยที่ว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ไม่มีการประพฤติชอบ กอปรด้วยมนุษยธรรม ทั้งทางกาย วาจาและใจ ซึ่งเป็นข้อคิดเตือนสติให้กับเราได้ดังนี้
1. ทางกาย พวกเขาเหล่านั้น จักประพฤติทุจริต มีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เบียดเบียน หรือย่ำยีสิ่งมีชีวิตด้วยกัน มีการลักทรัพย์ ทุจริตคอรัปชั่น และประพฤติผิดในกาม มีชู้ ประพฤตินอกใจ ละเมิดต่อจริยธรรมทางเพศ เป็นต้น
2. ทางวาจา พวกเขาเหล่านั้น จักประพฤติทุจริต มีการพูดจาโกหกหลอกลวง หยาบคาย ให้สะเทือนใจแก่ผู้รับฟัง หรือทำให้ผู้ฟังโกรธ อีกทั้งพูดจาส่อเสียด ยุยุงให้ผู้อื่นแตกแยกกัน และเวลาจะพูดอะไร ก็จะไร้สาระไม่เกิดประโยชน์
3. ทางใจ พวกเขาเหล่านั้น ก็จักประพฤติทุจริต มีการคิดอยากได้ของผู้อื่น โดยที่เจ้าของไม่อนุญาต คิดที่จะลักขโมย ยื้อแย่ง อยากจะคดโกง ทุจริตคอรัปชั่น หรือคิดผูกอาฆาตพยาบาท จองเวรจองกรรมกับผู้อื่น เป็นต้น
ส่วนใครที่ถือเอาทิฐิ 3 อย่าง ที่มี อัตถิกทิฐิ กิริยทิฐิ และเหตุกทิฐิ ซึ่งเป็นทิฎฐิที่ถูกต้อง ที่ควรสมาทานถือเอาปฏิบัติ ท่านว่าพวกเขาเหล่านั้น ก็จะประพฤติสุจริต มีการเว้นจากอกุศลธรรมทั้ง 3 ประการครับ
ขออนุโมทนาบุญ และกราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ทุกท่าน ที่ให้คติธรรม และข้อคิดในการดำเนินชีวิต และขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในการจัดทำคลิบนี้ และรับชมคลิบนี้ สาธุครับ
สวัสดีครับคุณผู้ชมคุณผู้ฟังทุกท่าน ที่ติดตามรับชมภูริฟิล์ม คลิบนี้นะครับผมจะมาพูดคุยในเรื่องของ หลักความเชื่อ 10 ประการ ในทางพระพุทธศาสนา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความงมงาย ซึ่งในเรื่องนี้ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา เมื่อกล่าวถึงสัทธาแล้ว ก็จะต้องมีปัญญากำกับ อยู่ในหลักธรรมนั้นเสมอ ทั้งนี้ก็เพราะว่า หากมีความเชื่ออย่างเดียว โดยไม่มีปัญญา ก็จะเป็นความเชื่อที่งมงาย ปราศจากเหตุผล และการพิสูจน์ เพราะฉะนั้นความเชื่อ จึงเป็นลักษณะความรู้แบบหยาบๆ โดยไม่ผ่านการเจียระไนในทางความคิด หรือไม่ผ่านการไตร่ตรอง ด้วยโยนิโสมนสิการ คือ การพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วน ดังนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสสอน เรื่องศรัทธาไว้ที่ไหน ก็จะมีปัญญามาพร้อมด้วยเสมอ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกัน ไม่ให้ผู้เชื่อเกิดความงมงาย นั่นเอง
ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า ในเรื่องของความเชื่อ ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น พุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในหลักกาลามสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรสำคัญ ที่พระพุทธเจ้าแสดง ณ เกสปุตตนิคม (เกสะ) ซึ่งมีใจความสรุปว่า เกสปุตตะ เป็นนิคมแห่งหนึ่ง ในแคว้นโกศล ซึ่งชาวนิคมนี้ เป็นที่รู้จักกันว่า ชาวกาลามะ และเมื่อชาวกาลามะได้สดับว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมายังนิคมของตน จึงได้มาเข้าเฝ้าพระองค์ เพื่อขอคำแนะนำ และกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มายังเกสปุตตนิคม สมณพราหมณ์พวกนั้น ก็พูดประกาศแต่ เฉพาะทรรศนะของตนเท่านั้น ส่วนทรรศนะของผู้อื่น ก็ช่วยกันตำหนิ ดูหมิ่น ประณาม ทำให้ไม่น่าเชื่อ ส่วนสมณพราหมณ์พวกอื่นๆ ซึ่งมายังเกสปุตตนิคม ก็ทำในลักษณะเดียวกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ มีความเคลือบแคลงสงสัย ในสมณพราหมณ์เหล่านั้นว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ” พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า “ดูก่อนชาวกาลามะทั้งหลาย ถูกแล้วที่ท่านทั้งหลาย มีความเคลือบแคลงสงสัย ในสิ่งที่ควรเคลือบแคลงสงสัย มาเถิดท่านทั้งหลาย
1. อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะฟังตามกันมา (มา อนุสฺสเวน)
2. อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะถือสืบๆ กันมา (มา ปรมฺปราย)
3. อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะเล่าลือ (มา อิติกิราย)
4. อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะอ้างตำรา หรือคัมภีร์ (มา ปิฏกสมฺปทาเนน)
5. อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะตรรก (มา ตกฺกเหตุ) ตักกะ
6. อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะคาดคะเน (มา นยเหตุ)
7.อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะตรึกตามอาการ (มา อาการปริวิตกฺเกน)
8. อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะเข้ากันได้ กับความเห็นของตน (มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา)
9. อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะ ผู้พูดสมควรเชื่อได้ (มา ภพฺพรูปตาย)
10. อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะนับถือว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา (มา สมโณ โน ครุ)
เมื่อใด ท่านทั้งหลาย รู้ด้วยตนเองว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นอกุศล มีโทษ ผู้รู้ติเตียน ไม่เป็นประโยชน์ เมื่อนั้น ท่านทั้งหลาย ควรละสิ่งเหล่านั้นเสีย แต่ในกรณีตรงกันข้าม เมื่อใดท่านทั้งหลาย รู้ด้วยตนเองว่า สิ่งเหล่านี้เป็นกุศล ไม่มีโทษ ผู้รู้สรรเสริญ เป็นประโยชน์ เมื่อนั้นท่านทั้งหลาย ควรปฏิบัติสิ่งเหล่านั้น” ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าท่านเริ่มการสอน ไม่ใช่ยัดเยียดให้เขาเหล่านั้นเชื่อ หรือยัดเยียดให้เขานับถือ แต่เป็นการสอนให้เห็นข้อเท็จจริง และรู้ประจักษ์พิจารณา ด้วยปัญญาของตนเอง ไม่มีการชักจูงแต่อย่างใด เพียงแต่แนะแนวทาง ให้คนนำไปสู่ในการประพฤติ ในทางที่ถูกต้อง อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในอปัณณกสูตร (ม.ม.13/92/95)
ซึ่งเป็นพระสูตรที่ว่าด้วยการปฏิบัติไม่ผิด พระองค์ทรงวางแนวทาง ของการสมาทานที่ถูกต้อง และทรงชี้โทษ แห่งการสมาทานที่ผิด แก่พวกพราหมณ์ และคหบดี ที่อยู่ในหมู่บ้านสาลา ซึ่งในขณะนั้นพวกชาวบ้าน ยังงุนงงสงสัยกับเจ้าลัทธิต่างๆ ที่ต่างเสนอลัทธิของตนว่า ลัทธิของเราถูก ลัทธิของคนอื่นผิด จนทำให้ชาวบ้านเกิดความสงสัย และยังไม่สมาทาน เอาความเชื่อของลัทธิใดๆ มานับถือ พระพุทธเจ้าก็ทรงให้ชาวบ้านสาลา สมาทานอปัณณกธรรม ซึ่งสามารถจำแนกได้ดังต่อไปนี้
1. ทิฎฐิที่ไม่ควรสมาทานถือเอา ท่านว่า มี 3 อย่างคือ
1.นัตถิกทิฎฐิ คือ ผู้มีความเห็นว่าไม่มี โดยปฏิเสธเรื่อง บาป บุญ หรือทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล การเซ่นสรวงก็ไม่มีผล หรือผลวิบากแห่งกรรม ที่ทำดี ทำชั่วก็ไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี หรือมารดาไม่มีคุณ บิดาไม่มีคุณ เป็นต้น
2.อกิริยทิฎฐิ คือผู้ที่มีความเห็นว่า สัตว์ทั้งหลายที่กำลังได้รับความลำบาก หรือความสบายก็ตาม ไม่ได้อาศัยเหตุใดๆ ให้เกิดขึ้นเลย เป็นไปเองทั้งสิ้น
3.อเหตุกทิฎฐิ คือผู้ที่มีความเห็น "ปฏิเสธเหตุ" โดยไม่เชื่อว่า กรรมดี หรือกรรมชั่ว ที่สัตว์ทั้งหลายได้กระทำกันอยู่ทุกวันนี้ จะเป็นเหตุให้เกิดผลได้
2. ทิฎฐิที่ควรสมาทานถือเอา ท่านว่ามี 3 อย่าง คือ
1.อัตถิกทิฎฐิ คือ ผู้ที่มีความเห็นว่า บาป บุญ คุณ โทษมีจริง ทานที่ให้แล้วก็มีผล ยัญที่บูชาแล้วก็มีผล การเซ่นสรวงก็มีผล หรือผลวิบากแห่งกรรม ที่บุคคลทำดี หรือทำชั่วก็มีอยู่ เป็นต้น
2.กิริยทิฎฐิ คือ ผู้ที่มีความเห็นว่า สัตว์ทั้งหลายที่ได้รับความลำบากต่างๆ ย่อมอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเอง
3.เหตุกทิฎฐิ คือ สรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่กำลังเป็นไปอยู่ มีเหตุนำ เหตุหนุน เหตุเนื่องอยู่เบื้องหลัง ไม่ปฏิเสธเหตุ และเชื่อว่ากรรมดี หรือกรรมชั่ว ที่สัตว์ทั้งหลายทำกันอยู่ จะเป็นเหตุให้เกิดผลได้ ความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย มีเหตุ มีปัจจัย เป็นต้น
ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า ความเชื่อนั้น ถือว่ามีอิทธิพล ต่อการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากเราเชื่อในสิ่งที่ถูก มันก็จะเป็นปัจจัย นำให้เราประพฤติไปในทางที่ถูกต้อง แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากเราเชื่อในทางที่ผิด มันก็เป็นปัจจัย นำเราประพฤติปฏิบัติ ไปในทางที่ไม่ดีได้เช่นกัน อย่างที่กล่าวมาแล้ว เพราะถ้าหากใคร ถือเอาความเห็นของ นัตถิกทิฎฐิ อกิริยทิฎฐิ และอเหตุกทิฎฐิ พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า พวกเขาเหล่านี้ ย่อมจักเว้น กุศลธรรม 3 ประการ อันได้แก่
1.กายสุจริต
2.วจีสุจริต
3. มโนสุจริต
ท่านว่า ใครที่ถือเอาความเห็นต่างๆ เหล่านี้ เมื่อสมาทานถือเอาความเชื่อที่ผิด ก็จะเป็นมิจฉาทิฐิ คือมีความเห็นผิด อย่างสำนวนไทยที่ว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ไม่มีการประพฤติชอบ กอปรด้วยมนุษยธรรม ทั้งทางกาย วาจาและใจ ซึ่งเป็นข้อคิดเตือนสติให้กับเราได้ดังนี้
1. ทางกาย พวกเขาเหล่านั้น จักประพฤติทุจริต มีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เบียดเบียน หรือย่ำยีสิ่งมีชีวิตด้วยกัน มีการลักทรัพย์ ทุจริตคอรัปชั่น และประพฤติผิดในกาม มีชู้ ประพฤตินอกใจ ละเมิดต่อจริยธรรมทางเพศ เป็นต้น
2. ทางวาจา พวกเขาเหล่านั้น จักประพฤติทุจริต มีการพูดจาโกหกหลอกลวง หยาบคาย ให้สะเทือนใจแก่ผู้รับฟัง หรือทำให้ผู้ฟังโกรธ อีกทั้งพูดจาส่อเสียด ยุยุงให้ผู้อื่นแตกแยกกัน และเวลาจะพูดอะไร ก็จะไร้สาระไม่เกิดประโยชน์
3. ทางใจ พวกเขาเหล่านั้น ก็จักประพฤติทุจริต มีการคิดอยากได้ของผู้อื่น โดยที่เจ้าของไม่อนุญาต คิดที่จะลักขโมย ยื้อแย่ง อยากจะคดโกง ทุจริตคอรัปชั่น หรือคิดผูกอาฆาตพยาบาท จองเวรจองกรรมกับผู้อื่น เป็นต้น
ส่วนใครที่ถือเอาทิฐิ 3 อย่าง ที่มี อัตถิกทิฐิ กิริยทิฐิ และเหตุกทิฐิ ซึ่งเป็นทิฎฐิที่ถูกต้อง ที่ควรสมาทานถือเอาปฏิบัติ ท่านว่าพวกเขาเหล่านั้น ก็จะประพฤติสุจริต มีการเว้นจากอกุศลธรรมทั้ง 3 ประการครับ
ขออนุโมทนาบุญ และกราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ทุกท่าน ที่ให้คติธรรม และข้อคิดในการดำเนินชีวิต และขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในการจัดทำคลิบนี้ และรับชมคลิบนี้ สาธุครับ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น