วิธีเอาชนะความทุกข์ และปัญหาชีวิต ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ
PURIFILM สร้างแรงบันดาลใจ ให้คติธรรม นำพลังสร้างชีวิต
สวัสดีครับคุณผู้ชมคุณผู้ฟังทุกท่าน ที่ติดตามรับชมภูริฟิล์ม คลิบนี้นะครับผมจะมาพูดคุย ในเรื่องของวิธีเอาชนะความทุกข์ ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ซึ่งในเรื่องนี้ ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า ความทุกข์ของคนเรานั้น เกิดขึ้นมาได้หลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชีวิต เรื่องเศรษฐกิจการงาน เรื่องความรัก หรือเรื่องการเงิน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ก่อให้เกิดความทุกข์ได้ทั้งสิ้น แม้ว่าเราจะพยายาม ที่จะกำจัดและทำลายความทุกข์ ให้ออกไปจากตัวเรา แต่บางครั้ง มันกลับกลายเป็น ตัวสร้างปัญหาให้เกิดความทุกข์ใหม่ขึ้นมาอีก จนทำให้หลายๆ คน เครียดกับความทุกข์ที่เกิดขึ้น ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า มันเป็นเรื่องธรรมดา ที่คนเราจะไม่ชอบทุกข์ เพราะเมื่อไรที่เรามีความทุกข์ เราก็จะหาทางปลดปล่อยตัวเอง เพื่อให้พ้นจากความทุกข์โดยเร็ว และพยายามทำให้มันออกไปให้พ้นๆ แต่ปัญหาก็คือ บางคนนั้น กลับเลือกที่จะแก้ไขความทุกข์ ด้วยแนวทางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งแนวทางที่เราไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง ที่จะเอาชนะกับความทุกข์ ท่านให้ข้อคิดดังต่อไปนี้
1. อย่าใช้อารมณ์ในด้านลบ
ไปในเชิงทำลายล้าง โดยหวังว่า มันจะทำให้ปัญหาต่างๆ ยุติลง อย่างเช่น มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องงาน หรือคนในครอบครัวเกิดขัดแย้งกัน เราอย่าไปใช้กำลังดุด่า หรือใช้คำหยาบคายกับอีกฝ่าย โดยหวังเพียง ให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความกลัว เราจะได้เป็นฝ่ายชนะ และปัญหาต่างๆ จะจบลง ซึ่งกระทำแบบนี้ท่านว่า จริงๆ แล้วการใช้อารมณ์ ส่วนมาก มักจะเป็นการยั่วยุ ให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดโทสะขึ้นมาได้ และก็จะทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้ปัญหาต่างๆ ลุกลาม จนกลายเป็นการทะเลาะวิวาท และนำไปสู่การทำร้ายร่างกายกัน ซึ่งไม่เป็นผลดีทั้งสองฝ่าย ดังนั้น การใช้อารมณ์ด้านลบ ในเชิงทำลายล้าง ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง
2. อย่าใช้อารมณ์ในด้านลบ
แบบว่าแสดงความอ่อนแอ เพราะหลายๆ คนนั้น เวลาพบเจอกับอุปสรรคปัญหาต่างๆ ก็จะเลือกใช้น้ำตา หรือความน่าสงสารเป็นตัวช่วย เพื่อจะให้อุปสรรค และปัญหาต่างๆ บรรเทาลง อย่างเช่น เมื่อตัวเองมีหนี้สิน ก็อาจจะใช้วิธี ทำให้เจ้าหนี้เกิดความสงสาร เพื่อจะให้เจ้าหนี้ เลื่อนวันใช้หนี้ออกไปอีก ซึ่งในบางครั้งการทำเช่นนี้ ก็อาจจะยืดเวลา การใช้หนี้ออกไปได้ แต่ว่า หากเราใช้วิธีนี้จนติดเป็นนิสัย เราก็จะกลายเป็นคนที่หนีปัญหาโดยไม่รู้ตัว ถึงแม้จะเอาตัวรอดมาได้ แต่ปัญหาที่แท้จริงมันก็ยังคงอยู่ และมันก็จะค่อยๆ สะสมไปเรื่อยๆ วันหนึ่งก็จะเป็นปัญหาใหญ่ได้ และความทุกข์ที่มีมากกว่าเดิม ก็จะตรงมาหาเรา พอถึงวันนั้น ปัญหาต่างๆ ก็ยากที่จะแก้ไข ดังนั้น อย่าใช้อารมณ์ด้านลบ แบบว่าแสดงความอ่อนแอออกมา
3. อย่าไปปรึกษาคนพาล
ที่แนะนำทางผิดเด็ดขาด เพราะการแก้ปัญหา โดยที่เราไปขอคำปรึกษาจากคนอื่นนั้น บางครั้งมันก็อาจจะเป็นแนวทางที่ดี ในตอนที่เราเจอกับความทุกข์ และไม่สามารถเอาชนะปัญหา ได้ด้วยตนเองเพียงลำพัง แต่ถ้าหากเราไปปรึกษาคนพาล ที่พาลพาเราไปหาทางที่ผิด อย่างเช่น แนะนำให้เราโกง แนะนำให้เราใช้กำลัง หรือแนะนำให้เราเล่นไม่ซื่อ คือแนะนำให้เราไปทำในเรื่องที่ไม่ดี แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหา มันอาจจะทำให้เรา ต้องไปเจอเรื่องทุกข์ใจมากขึ้นไปอีกก็ได้ ดังนั้นเราไปปรึกษาคนพาล ที่แนะนำไปในทางที่ผิดเด็ดขาด
4. จงอย่าเอาแต่คิด แต่ไม่ลงมือทำ
เพราะในโลกนี้ มีหลายคน ที่ชอบคิดแนวทางในการแก้ปัญหา รวมถึงมีความรู้ เกี่ยวกับเหตุแห่งทุกข์ และแนวทางการดับทุกข์ด้วย แต่เขาเหล่านั้น กลับไม่ลงมือทำ เอาแต่รีรอ หรือไม่ก็ ขาดความมั่นใจในตัวเอง จนในที่สุดปัญหาเหล่านั้น ก็ยังคง ทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ใจอย่างมาก ดังนั้น จงอย่าเอาแต่คิด แต่ไม่ลงมือทำ
5. การลงมือแก้ไขปัญหา
แบบงูๆ ปลาๆ ซึ่งเป็นพวกที่พร้อม จะลงมือแก้ปัญหา แต่ว่าเป็นในเชิงทำก่อนคิด โดยไม่มีความรู้ หรือมีทักษะเพียงพอ ที่จะจัดการกับความทุกข์อย่างถูกต้อง และบางคนเอง ก็เอาแต่คิดว่า ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหา ที่ไม่ได้ช่วยให้ปัญหาหายไปแต่อย่างใด เพราะได้แต่คิดหมกมุ่น ย้อนกลับไปที่อดีต อย่างเช่น ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้นคงดี ถ้าเราไม่ทำเช่นนี้ ก็คงจะสบายไปแล้ว ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกต้อง ไม่สามารถที่จะทำให้ความทุกข์ ลดลงไปได้
6. การโทษคนอื่น
ครูบาอาจารย์ท่านว่า ที่สุดแห่งการแก้ปัญหา หรือแก้ความทุกข์ที่ผิดวิธี นั่นก็คือ การโทษคนอื่น สำหรับความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเรา ถึงแม้ว่าเหตุแห่งทุกข์ของเรา อาจจะเกิดจาก ความผิดของคนอื่นจริงๆ ก็ตาม แต่ในวินาทีนั้น ความทุกข์ ก็ได้มาอยู่กับเรา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคนเดียว ที่จะทำให้ทุกข์ของเราหายไปได้ นั่นก็คือ ตัวเราเองเท่านั้น ซึ่งการโทษคนอื่น ไม่สามารถทำให้ปัญหาเหล่านั้นหายไปได้ แต่การรับผิดชอบผลแห่งทุกข์ ที่มันเกิดขึ้นกับเราแล้วต่างหาก ถึงจะนำพาเรา ไปสู่ทางออกได้ ดังนั้น การโทษคนอื่น ถือว่าเป็นการแก้ไขความทุกข์ที่ผิดวิธี
ครูบาอาจารย์ ท่านให้ข้อคิดเตือนสติว่า แนวทางของพุทธศาสนานั้น ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราจะต้องไตร่ตรอง และใช้สติเป็นตัวนำทางอยู่เสมอ จงดำรงชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท ก่อนที่จะลงมือทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การใช้ชีวิต การเอาชนะปัญหา หรือการเริ่มต้นสิ่งใหม่ เราก็ต้องมีการคิดก่อนทำ เพื่อจะได้ลงมือทำให้เกิดผล อันเป็นคุณประโยชน์ต่อตัวเรา และต่อคนอื่นให้มากที่สุด เพราะการเอาชนะทุกข์อย่างถูกต้องนั้น เราไม่ต้องใจร้อน ไม่ต้องรีบเร่งมากจนเกินไป จงเตือนสติตนเอง ด้วยหลักแห่งการเดินทางสายกลาง ซึ่งจะสอนให้เราทำอะไร อย่างพอเหมาะ ไม่ต้องเร็วเกินไป ใช้สติ ปัญญา สัมปชัญญะ เป็นเครื่องนำทาง ทางออกของปัญหา ก็จะปรากฏได้ในเวลาอันสมควร ความทุกข์ที่มีอยู่ก็จะค่อยๆ จางหายไปครับ
ขออนุโมทนาบุญ และกราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ทุกท่าน ที่ให้คติธรรม และข้อคิดในการดำเนินชีวิต และขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในการจัดทำคลิบนี้ และรับชมคลิบนี้ สาธุครับ
สวัสดีครับคุณผู้ชมคุณผู้ฟังทุกท่าน ที่ติดตามรับชมภูริฟิล์ม คลิบนี้นะครับผมจะมาพูดคุย ในเรื่องของวิธีเอาชนะความทุกข์ ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ซึ่งในเรื่องนี้ ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า ความทุกข์ของคนเรานั้น เกิดขึ้นมาได้หลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชีวิต เรื่องเศรษฐกิจการงาน เรื่องความรัก หรือเรื่องการเงิน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ก่อให้เกิดความทุกข์ได้ทั้งสิ้น แม้ว่าเราจะพยายาม ที่จะกำจัดและทำลายความทุกข์ ให้ออกไปจากตัวเรา แต่บางครั้ง มันกลับกลายเป็น ตัวสร้างปัญหาให้เกิดความทุกข์ใหม่ขึ้นมาอีก จนทำให้หลายๆ คน เครียดกับความทุกข์ที่เกิดขึ้น ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า มันเป็นเรื่องธรรมดา ที่คนเราจะไม่ชอบทุกข์ เพราะเมื่อไรที่เรามีความทุกข์ เราก็จะหาทางปลดปล่อยตัวเอง เพื่อให้พ้นจากความทุกข์โดยเร็ว และพยายามทำให้มันออกไปให้พ้นๆ แต่ปัญหาก็คือ บางคนนั้น กลับเลือกที่จะแก้ไขความทุกข์ ด้วยแนวทางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งแนวทางที่เราไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง ที่จะเอาชนะกับความทุกข์ ท่านให้ข้อคิดดังต่อไปนี้
1. อย่าใช้อารมณ์ในด้านลบ
ไปในเชิงทำลายล้าง โดยหวังว่า มันจะทำให้ปัญหาต่างๆ ยุติลง อย่างเช่น มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องงาน หรือคนในครอบครัวเกิดขัดแย้งกัน เราอย่าไปใช้กำลังดุด่า หรือใช้คำหยาบคายกับอีกฝ่าย โดยหวังเพียง ให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความกลัว เราจะได้เป็นฝ่ายชนะ และปัญหาต่างๆ จะจบลง ซึ่งกระทำแบบนี้ท่านว่า จริงๆ แล้วการใช้อารมณ์ ส่วนมาก มักจะเป็นการยั่วยุ ให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดโทสะขึ้นมาได้ และก็จะทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้ปัญหาต่างๆ ลุกลาม จนกลายเป็นการทะเลาะวิวาท และนำไปสู่การทำร้ายร่างกายกัน ซึ่งไม่เป็นผลดีทั้งสองฝ่าย ดังนั้น การใช้อารมณ์ด้านลบ ในเชิงทำลายล้าง ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง
2. อย่าใช้อารมณ์ในด้านลบ
แบบว่าแสดงความอ่อนแอ เพราะหลายๆ คนนั้น เวลาพบเจอกับอุปสรรคปัญหาต่างๆ ก็จะเลือกใช้น้ำตา หรือความน่าสงสารเป็นตัวช่วย เพื่อจะให้อุปสรรค และปัญหาต่างๆ บรรเทาลง อย่างเช่น เมื่อตัวเองมีหนี้สิน ก็อาจจะใช้วิธี ทำให้เจ้าหนี้เกิดความสงสาร เพื่อจะให้เจ้าหนี้ เลื่อนวันใช้หนี้ออกไปอีก ซึ่งในบางครั้งการทำเช่นนี้ ก็อาจจะยืดเวลา การใช้หนี้ออกไปได้ แต่ว่า หากเราใช้วิธีนี้จนติดเป็นนิสัย เราก็จะกลายเป็นคนที่หนีปัญหาโดยไม่รู้ตัว ถึงแม้จะเอาตัวรอดมาได้ แต่ปัญหาที่แท้จริงมันก็ยังคงอยู่ และมันก็จะค่อยๆ สะสมไปเรื่อยๆ วันหนึ่งก็จะเป็นปัญหาใหญ่ได้ และความทุกข์ที่มีมากกว่าเดิม ก็จะตรงมาหาเรา พอถึงวันนั้น ปัญหาต่างๆ ก็ยากที่จะแก้ไข ดังนั้น อย่าใช้อารมณ์ด้านลบ แบบว่าแสดงความอ่อนแอออกมา
3. อย่าไปปรึกษาคนพาล
ที่แนะนำทางผิดเด็ดขาด เพราะการแก้ปัญหา โดยที่เราไปขอคำปรึกษาจากคนอื่นนั้น บางครั้งมันก็อาจจะเป็นแนวทางที่ดี ในตอนที่เราเจอกับความทุกข์ และไม่สามารถเอาชนะปัญหา ได้ด้วยตนเองเพียงลำพัง แต่ถ้าหากเราไปปรึกษาคนพาล ที่พาลพาเราไปหาทางที่ผิด อย่างเช่น แนะนำให้เราโกง แนะนำให้เราใช้กำลัง หรือแนะนำให้เราเล่นไม่ซื่อ คือแนะนำให้เราไปทำในเรื่องที่ไม่ดี แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหา มันอาจจะทำให้เรา ต้องไปเจอเรื่องทุกข์ใจมากขึ้นไปอีกก็ได้ ดังนั้นเราไปปรึกษาคนพาล ที่แนะนำไปในทางที่ผิดเด็ดขาด
4. จงอย่าเอาแต่คิด แต่ไม่ลงมือทำ
เพราะในโลกนี้ มีหลายคน ที่ชอบคิดแนวทางในการแก้ปัญหา รวมถึงมีความรู้ เกี่ยวกับเหตุแห่งทุกข์ และแนวทางการดับทุกข์ด้วย แต่เขาเหล่านั้น กลับไม่ลงมือทำ เอาแต่รีรอ หรือไม่ก็ ขาดความมั่นใจในตัวเอง จนในที่สุดปัญหาเหล่านั้น ก็ยังคง ทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ใจอย่างมาก ดังนั้น จงอย่าเอาแต่คิด แต่ไม่ลงมือทำ
5. การลงมือแก้ไขปัญหา
แบบงูๆ ปลาๆ ซึ่งเป็นพวกที่พร้อม จะลงมือแก้ปัญหา แต่ว่าเป็นในเชิงทำก่อนคิด โดยไม่มีความรู้ หรือมีทักษะเพียงพอ ที่จะจัดการกับความทุกข์อย่างถูกต้อง และบางคนเอง ก็เอาแต่คิดว่า ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหา ที่ไม่ได้ช่วยให้ปัญหาหายไปแต่อย่างใด เพราะได้แต่คิดหมกมุ่น ย้อนกลับไปที่อดีต อย่างเช่น ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้นคงดี ถ้าเราไม่ทำเช่นนี้ ก็คงจะสบายไปแล้ว ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกต้อง ไม่สามารถที่จะทำให้ความทุกข์ ลดลงไปได้
6. การโทษคนอื่น
ครูบาอาจารย์ท่านว่า ที่สุดแห่งการแก้ปัญหา หรือแก้ความทุกข์ที่ผิดวิธี นั่นก็คือ การโทษคนอื่น สำหรับความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเรา ถึงแม้ว่าเหตุแห่งทุกข์ของเรา อาจจะเกิดจาก ความผิดของคนอื่นจริงๆ ก็ตาม แต่ในวินาทีนั้น ความทุกข์ ก็ได้มาอยู่กับเรา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคนเดียว ที่จะทำให้ทุกข์ของเราหายไปได้ นั่นก็คือ ตัวเราเองเท่านั้น ซึ่งการโทษคนอื่น ไม่สามารถทำให้ปัญหาเหล่านั้นหายไปได้ แต่การรับผิดชอบผลแห่งทุกข์ ที่มันเกิดขึ้นกับเราแล้วต่างหาก ถึงจะนำพาเรา ไปสู่ทางออกได้ ดังนั้น การโทษคนอื่น ถือว่าเป็นการแก้ไขความทุกข์ที่ผิดวิธี
ครูบาอาจารย์ ท่านให้ข้อคิดเตือนสติว่า แนวทางของพุทธศาสนานั้น ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราจะต้องไตร่ตรอง และใช้สติเป็นตัวนำทางอยู่เสมอ จงดำรงชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท ก่อนที่จะลงมือทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การใช้ชีวิต การเอาชนะปัญหา หรือการเริ่มต้นสิ่งใหม่ เราก็ต้องมีการคิดก่อนทำ เพื่อจะได้ลงมือทำให้เกิดผล อันเป็นคุณประโยชน์ต่อตัวเรา และต่อคนอื่นให้มากที่สุด เพราะการเอาชนะทุกข์อย่างถูกต้องนั้น เราไม่ต้องใจร้อน ไม่ต้องรีบเร่งมากจนเกินไป จงเตือนสติตนเอง ด้วยหลักแห่งการเดินทางสายกลาง ซึ่งจะสอนให้เราทำอะไร อย่างพอเหมาะ ไม่ต้องเร็วเกินไป ใช้สติ ปัญญา สัมปชัญญะ เป็นเครื่องนำทาง ทางออกของปัญหา ก็จะปรากฏได้ในเวลาอันสมควร ความทุกข์ที่มีอยู่ก็จะค่อยๆ จางหายไปครับ
ขออนุโมทนาบุญ และกราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ทุกท่าน ที่ให้คติธรรม และข้อคิดในการดำเนินชีวิต และขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในการจัดทำคลิบนี้ และรับชมคลิบนี้ สาธุครับ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น